พิมพ์

 

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ เรามาทำความรู้จักกับต้นถั่วลิสงเถากันก่อน ถั่วลิสงเถาที่เราปลูกมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดซึ่งลักษณะแตกต่างกันดังนี้

  1. ถั่วกลาบราต้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arachis glabrata ชื่อสามัญว่า rhizoma peanut ลักษณะต้นเตี้ย มีอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” (rhizomes) อยู่ใต้ผิวดินลึกประมาณ 5-7ซ.ม. ลำต้นที่เหนือพื้นดินจะตั้งตรง แต่เมื่อปล่อยให้โตขึ้นต้นก็จะนอนและชูยอดขึ้น ไม่มีแขนง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 มิลลิเมตร ความสูง 5-35 ซ.ม แตกมาจากตอหรือ rhizomes ใบค่อนข้างแหลมกว้าง 2 ซ.ม. ยาว 4 ซ.ม. ก้านดอกยาว 10 ซ.ม. (รูปที่ 2) ดอกค่อนข้างกลมขนาดกว้าง 15-25 ม.ม. สีเหลืองส้มอ่อน ไม่ค่อยติดเมล็ด เหมาะสำหรับปลูกเป็นแปลงหญ้าคุณภาพสูงให้สัตว์แทะเล็ม หรือทำเป็นถั่วแห้ง หรือใช้เป็นพืชคลุมดินก็ได้ เจริญเติบโตได้ในดินทรายถึงดินเหนียวที่มีการระบายน้ำดี ชอบดินเป็นกรดถึง pH 4.5 แต่ก็ทนต่อสภาพดินที่เป็นกลางถึงด่าง (pH 8.5) เจริญเติบโตได้ดีทั้งในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงสูง เมื่อปลูกช่วงแรกๆอาจมีต้นวัชพืชขึ้นแซมต้องหมั่นกำจัดออกไป ต้องการปริมาณน้ำฝน 1,000 – 2,000 มิลลิเมตร/ปี ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง ระหว่างฤดูแล้งถึงแม้ต้นและใบบนผิวดินจะแห้งตายไป แต่เหง้าใต้ดินยังมีชีวิตอยู่ และจะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูฝน สามารถทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขังได้ในระยะเวลาสั้นๆ จะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส และชะงักการเจริญเติบโตในช่วงฤดูหนาว ทนต่อสภาพร่มเงาได้น้อยกว่าถั่วพินตอย ออกดอกได้มากเมื่อผ่านช่วง stress เช่น หลังการตัดต้น หรือผ่านช่วงแล้งมาแล้วได้น้ำอย่างเต็มที่ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 400 กิโลกรัม/ไร่ที่อายุ 50 วันหลังตัด
  2. ถั่วพินตอย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arachis pintoi & W.C. Greg. ชื่อสามัญ pinto peanut เป็นถั่วที่มีลำต้นเลื้อยไปกับผิวดินเรียกว่า “ไหล” (Stolon) ความสูงของทรงพุ่ม 50ซ.ม. มีอายุหลายปี ใบค่อนข้างกลมขนาด 4.5 ซ.ม. x 3.5 ซ.ม. (รูปที่ 3) ดอกมีสีเหลืองขนาด 12-17 มิลลิเมตร ติดเมล็ดโดยการแทงเป็กลงดินมี 1-2 เมล็ดต่อฝัก พันธุ์ที่แนะนำคือ อะมาเรลโล่ (Amarillo) เป็นถั่วพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ ฉะนั้นผู้ที่นำถั่วพินตอยมาปลูกเพื่อตกแต่งสนามที่บ้านจึงมักเรียกว่า “ถั่วบราซิล” เป็นพืชอายุหลายปี เหมาะสำหรับเป็นแปลงหญ้าให้สัตว์แทะเล็ม ทนต่อสภาพร่มเงาได้ดีนิยมปลูกร่วมกับต้นไม้ใหญ่ หรือปลูกเพื่อคลุมดินในส่วนผลไม้ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด ทนต่อสภาพน้ำท่วมขังบ้าง ไม่ทนต่อสภาพดินเค็ม เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ปริมาณน้ำฝน 1,500 มิลลิเมตร/ปี การให้น้ำจะช่วยให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ถั่วพินตอยเจริญได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 22 – 28 องศาเซลเซียส จะออกดอกได้มากขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยสภาพแห้งสลับเปียก กล่าวคือช่วงฤดูแล้งขาดน้ำจะหยุดการเจริญเติบโตและสะสมอาหารไว้ และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนได้รับน้ำจะเจริญเติบโตออกดอกสวยงามทั้งแปลง สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งเมล็ด หรือไหล หากปลูกด้วยเมล็ดให้ใช้อัตรา 4 กิโลกรัมต่อไร่ กลบดินลึก 2-5 ซ.ม. ใช้ประโยชน์จากต้นและใบนำไปเลี้ยงโค กระบือ เป็ด ไก่ สุกร และกระต่าย ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1,040 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี  

             

            รูปที่ 2 ต้นถั่วกลาบราต้า            

             รูปที่ 3 ต้นถั่วพินตอย

การเพาะกล้า ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันของถั่วลิสงเถาทั้ง 2 ชนิดจึงต้องใช้เทคนิควิธีการเพาะต้นกล้าที่ต่างกันไปบ้าง โดยจะเปรียบเทียบกันไปดังนี้

  1. เตรียมวัสดุเพาะ ประกอบด้วย ดินที่ทุบย่อยและร่อนผ่านตะแกรงให้มีขนาดเล็ก นำมาผสมกับปุ๋ยหมัก และขี้เถ้าแกลบอัตราส่วน 1:1:3 คลุกเคล้าให้เข้ากันไม่ควรใช้มูลวัวที่ยังไม่ย่อยสลาย เพราะนอกจากจะมีเมล็ดวัชพืชปนแล้วยังจะทำให้ต้นกล้าเหลืองหรืออาจเป็นเชื้อราได้ แต่ถ้ามีขุยมะพร้าวจะใส่ผสมลงไปด้วยก็ได้ กรอกส่วนผสมที่ได้ใส่ถุงพลาสติกเพาะกล้าขนาด 2”X6” (รูปที่ 4) หรือกระถางพลาสติกขนาด 6”


รูปที่ 4 ถุงพลาสติกที่บรรจุวัสดุเพาะกล้าเรียบร้อยแล้ว

  1. การเพาะกล้าด้วยเมล็ดพันธุ์ ใช้กับถั่วพินตอยข้อดีของการเพาะกล้าด้วยเมล็ดคือ ประหยัดแรงงาน และต้นกล้าที่ได้จะมีรากแก้วที่แข็งแรง แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วพินตอยอยู่ที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุพรรณบุรี และชุมพร เมล็ดที่จะนำมาเพาะกล้าไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 ปี นำเมล็ดพันธุ์มาจุ่มน้ำให้เปียกโชกทิ้งไว้ค้างคืน วันรุ่งขึ้นจึงนำเมล็ดมาจุ่มน้ำยาป้องกันเชื้อราแล้วหยอดลงในถุงเพาะกดลงไปในดินลึกประมาณ 2 ซ.ม. ใส่ถุงละ 2-3 เมล็ด นำถุงเพาะไปเรียงแล้วคลุมปิดด้วยสแลนพลาสติก รดน้ำเช้าและเย็นเมล็ดถั่วจะงอกภายใน 1 สัปดาห์ ระหว่างที่เมล็ดกำลังโผล่ขึ้นมาเหนือผิวดิน ให้ดูแลถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือต้นที่แข็งแรงไว้ 1-2 ต้นก็พอ ระหว่างนี้อาจพ่นยาป้องกันเชื้อราให้ต้นกล้าอีกครั้งหนึ่ง
  2. การเพาะกล้าด้วยท่อนพันธุ์ ในการเพาะต้นกล้าถั่วลิสงเถาโดยทั่วไปจะใช้ส่วนของลำต้นนำมาเสียบลงในถุงเพาะประมาณ 4-5 ท่อนต่อถุง ถ้าเป็นถั่วพินตอยจะใช้ “ไหล” มาเพาะกล้า (รูปที่ 5) แต่ถั่วกลาบราต้าจะใช้ “เหง้า” (รูปที่ 6) ซึ่งอยู่ใต้ผิวดินใช้จอบขุดขึ้นมาเป็นก้อนๆ นำท่อนพันธุ์มาสับออกเป็นท่อนๆ ความยาวประมาณ 10 ซ.ม. จุ่มท่อนพันธุ์ในน้ำยาฆ่าเชื้อราผสมกับฮอร์โมนเร่งราก

 

          รูปที่ 5 ท่อนพันธุ์ถั่วพินตอย

         รูปที่ 6 ท่อนพันธุ์ถั่วกลาบราต้า

  1. การดูแลต้นกล้าพันธุ์ นำถุงกล้าพันธุ์ไปวางเรียงบนพื้นซีเมนต์กลางแจ้งแล้วคลุมปิดด้วยสแลนพลางแสง (รูปที่ 7) เพื่อลดการคายน้ำของต้นกล้า ในวันที่ฝนไม่ตกให้รดน้ำเช้าและเย็น คอยสังเกตการแตกใบอ่อนของต้นกล้า เมื่อมีใบมากพอแล้วให้เปิดสแลนพลางแสงออก ซึ่งถั่วพินตอยจะใช้เวลาประมาณ 12 วัน ส่วนถั่วกลาบราต้าจะใช้เวลาประมาณ 21 วัน (รูปที่ 8) จากนั้นต้องหมั่นถอนต้นวัชพืชที่อาจติดมากับวัสดุเพาะ หากมีวัชพืชติดไปกับต้นกล้าจะกลายเป็นปัญหาภายหลัง ต้นกล้าที่อายุได้ 45 วันจะมีรากที่แข็งแรงแล้วให้ใช้ปุ๋ยยูเรียประมาณ 2 ขีดละลายน้ำใส่บัวรดต้นกล้า จะช่วยให้ต้นกล้าเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น เมื่อต้นกล้าอายุ 2-3 เดือนก็นำไปปลูกได้ (รูปที่ 9 และรูปที่ 10)

    รูปที่ 7 ใช้สแลนพลาสติกคลุม ต้นกล้าในช่วงแรกๆ 


     รูปที่ 8 ต้นกล้าถั่วกลาบราต้าอายุ 21 วัน

 

        รูปที่ 9 ต้นกล้าถั่วกลาบราต้าอายุ 60 วัน   

          รูปที่ 10 ต้นกล้าถั่วพินตอยในกระถางพลาสติก