พิมพ์

  รูปที่ 2 ใช้ถั่วพินตอยตกแต่งสนาม

รูปร่างลักษณะ: มีลำต้นเลื้อยไปกับผิวดินสามารถงอกรากได้ เรียกว่า “ไหล” (Stolon) ถั่วพินตอยเป็นพืชอายุหลายปี มีระบบรากที่แข็งแรง ลำต้นนอนราบไปกับพื้นดิน และตั้งตรงขึ้น ความสูงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและแหล่งกำเนิดไม่เกิน 50 ซ.ม. ลักษณะใบรวมกลุ่มกัน 4 ใบ (tetrafoliolate) มีขนาด 4.5 ซ.ม.x3.5 ซ.ม. ดอกมีสีเหลืองขนาด 12-17 มิลลิเมตร ติดเมล็ดโดยการแทงเป็ก (peg) ลงดินมี 1-2 เมล็ดต่อฝัก ขนาดเมล็ดผันแปรตามพันธุ์โดยเฉลี่ยมีจำนวน 9,000 เมล็ด/กิโลกรัม

สภาพนิเวศวิทยา:

ดินที่ต้องการ ถั่วพินตอยขึ้นได้บนดินร่วนปนทราย สามารถปลูกได้บนดินทุกชนิด ทั้งดินที่มี pH ระหว่าง 4.5 – 7.2 ถึงแม้ว่าการเจริญเติบโตจะลดลงบ้างเมื่อ pH ต่ำกว่า 5.4 ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ถึงสูง แต่ก็สามารถอยู่รอดได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ธาตุอาหารที่ต้องการน้อย ได้แก่ ทองแดง โมลิบดินั่ม และปูน ธาตุที่ต้องการปานกลาง ได้แก่ ฟอสฟอรัส และสังกะสี ทนต่อดินที่มี ธาตุ แมงกานีส และอะลูมิเนียม ระดับสูง ไม่ทนต่อสภาพดินเค็ม

ความชื้น ถั่วพินตอยชอบอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝน 1,500 – 2,000 มิลลิเมตร/ปี และสามารถมีชีวิตรอดได้ในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝน น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร/ปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,500 มิลลิเมตร/ปี สามารถอยู่รอดได้ในช่วงฤดูแล้งนาน 4 เดือน ทนต่อสภาพน้ำท่วมผ่าน แต่จะไม่เจริญในขณะที่มีน้ำท่วมขัง การให้น้ำจะช่วยให้ถั่วอยู่รอดได้ในช่วงฤดูหนาวแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เติบโตมากนัก

อุณหภูมิ ถั่วพินตอยเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิอยู่ในช่วงระหว่าง 22 – 28 องศาเซลเซียส และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจะชะงักการเจริญเติบโตทางใบและลำต้น แต่เมื่อผ่านพ้นฤดูหนาวแล้วจะฟื้นตัวได้ก่อนถั่วกลาบราต้าเล็กน้อย

แสง ถั่วพินตอยทนทานต่อสภาพร่มเงา และสามารถเจริญในพื้นที่ร่มเงาได้ดีกว่าพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มที่

รูปที่3 การปลูกถั่วพินตอยใต้ต้นปาล์ม

การออกดอก ถั่วจะออกดอกได้ดีในช่วงที่ต้นถั่วกำลังเจริญเติบโต การออกดอกจะลดลงในช่วงฤดูแล้ง อุณหภูมิต่ำ และช่วงวันสั้น ต้นถั่วจะถูกกระตุ้นให้ออกดอกได้ดีด้วยสภาพแห้งแล้งสลับเปียก เมล็ดของถั่วพินตอยพัฒนามาจากรังไข่ กลายเป็นเป็ก (pegs) แล้วแทงเป็กลงไปในดิน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับลึกไม่เกิน 7 ซ.ม. ความยาวของเป็กไม่แน่นอนระหว่าง 1 – 27 ซ.ม. ในดินที่แห้งเป็กที่ไม่สามารถแทงลงไปจะเหี่ยวและตายไปในที่สุด ในสภาพที่ดอนเขตร้อนถั่วพินตอยจะใช้เวลาพัฒนาจากดอกกลายเป็นฝัก 6 สัปดาห์ และสามารถผลิตฝักได้ตลอดช่วงฤดูกาลเจริญเติบโต  

การตัด ต้นถั่วพินตอยทนทานต่อการตัดได้ดี

ไฟ หากมีไฟไหม้แปลงถั่วลำต้นบนผิวดินจะถูกทำลายไป แต่เมล็ดที่อยู่ระดับลึกใต้ดิน และลำต้นที่อยู่ใต้ดินก็สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาคลุมพื้นที่หลังจากไฟไหม้ได้

การเขตกรรม:

          การปลูก ถั่วพินตอยสามารถเลือกจะขยายพันธุ์ด้วยลำต้น หรือเมล็ดก็ได้ ถ้าใช้ลำต้นปลูกควรทำในช่วงฤดูฝนจะมีอัตรารอดสูงกว่าฤดูแล้ง แต่การปลูกด้วยเมล็ดต้นถั่วจะพัฒนาระบบรากได้รวดเร็วกว่า เมล็ดถั่วที่เก็บเกี่ยวมาใหม่ๆจะมีระยะพักตัวอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งเราสามารถลดระยะการพักตัวนั้นได้ด้วยการตากเมล็ดให้แห้งที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10-14 วัน ก่อนนำไปปลูก หากยังไม่ปลูกควรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ในบริเวณที่แห้งและเย็น หากเก็บเมล็ดพันธุ์ในที่ที่มีความชื้นจะทำให้ความมีชีวิตของเมล็ดลดลงมาก

ใช้อัตราปลูกเมล็ดพันธุ์ 2 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้อาจผันแปรตามคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ หรือความต้องการให้ต้นถั่วขึ้นหนาแน่นเพียงใด ควรกลบเมล็ดถั่วลึก 2 – 5 ซ.ม. ถ้าหว่านเมล็ดบริเวณผิวดินจะทำให้ความงอกลดต่ำลง และเมล็ดสูญเสียไปจากการทำลายของ นก และหนู

ปุ๋ย ถึงแม้ว่าถั่วพินตอยจะต้องการปุ๋ยไม่มากนัก แต่ที่ชัยนาทพบว่าถั่วพินตอยที่ขึ้นบริเวณดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำจะแสดงอาการใบเหลืองและลำต้นอ่อนแอ เมื่อใส่ปุ๋ยคอกกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ให้ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ปรากฏว่าใบถั่วมีสีเขียวเข้มขึ้น และลำต้นแข็งแรงขึ้น

การแข่งขันกับพืชชนิดอื่น กรณีที่ปลูกถั่วพินตอยร่วมกับหญ้าอาหารสัตว์นั้น เราจำเป็นต้องจัดการตัดหญ้าและถั่วในแปลงอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสมดุลย์ของต้นถั่วและหญ้าเอาไว้ นอกจากนี้ถั่วพินตอยยังสามารถปลูกใต้ต้นไม้ได้ด้วย

โรค และแมลง โรคที่ทำลายถั่วพินตอยรุนแรง หรือเป็นระยะเวลานานๆนั้นไม่มี แต่ที่ควรระวังคือหนูอาจจะกัดกินเมล็ดถั่ว  ถั่วพินตอยสายพันธุ์อะมาเรลโล (Amarillo) มีความต้านทานต่อโรคหลายชนิด แต่ที่ชัยนาทพบโรคใบไหม้ ที่ใบถั่วมีอาการใบไหม้ และเน่าตายเป็นหย่อมๆ แก้ไขโดยการฉีดยากำจัดเชื้อรา หรือ ฉีดเชื้อไตรโครเดอร์ม่า

รูปที่4 โรคใบไหม้

ความสามารถในการแผ่กระจาย ต้นถั่วสามารถแผ่กระจายออกไปด้วย ‘ไหล’ ได้ความยาวปีละ 2 เมตรในสภาพที่อากาศร้อนชื้น

การเลี้ยงสัตว์:

คุณค่าทางอาหาร โปรตีน (Crude Protein) 13–25%, dry matter digestibility = 60-70% ใกล้เคียงกับผลการวิเคราะห์ของกรมปศุสัตว์คือ โปรตีน 13.85%, ไขมัน (Ether extract) 1.06%, เยื่อใย (Crude fiber) 21.80%, Ca 1.44%, P 0.37%, Total digestible nutrient (TDN) 69.65%

          ความน่ากิน สัตว์หลายชนิดกินถั่วพินตอยได้ เช่น โค, กระบือ, แพะ, แกะ, ไก่, เป็ด และหมู   

ศักยภาพการผลิต:

          น้ำหนักแห้ง ในพื้นที่กึ่งร้อนของประเทศออสเตเลีย เมื่อตัดถั่วทุก 4 สัปดาห์ที่ระดับพื้นดิน จะได้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1 ตัน/ไร่/ปี แต่ที่ชัยนาทเป็นพื้นที่เขตชลประทานให้น้ำได้ตลอดทั้งปีจะให้ผลผลิตถั่วแห้ง 600 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง เมื่อตัดถั่วพินตอย ‘ไหล’ จะไม่ถูกตัดด้วยเพราะลักษณะราบไปกับพื้นดิน จึงทำให้ถั่วแตกยอดใหม่ได้เร็ว

          การผลิตสัตว์ ที่ประเทศโคลัมเบียปล่อยโคเนื้อลงแทะเล็มแปลงถั่วพินตอยได้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นปีละ 200 กิโลกรัม/ตัว นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำหนักตัวสัตว์ และน้ำนมได้มากกว่าสัตว์ที่เลี้ยงด้วยหญ้าอย่างเดียว 20-200% และ 17-20% ตามลำดับ

 รูปที่5-6 การปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มแปลงถั่วพินตอย

การผลิตเมล็ดพันธุ์ ถั่วพินตอยผลิตเมล็ดไว้ใต้ดิน และเมล็ดจะแยกออกจากเป็กเมื่อแก่แล้ว การผลิตเมล็ดพันธุ์เริ่มต้นด้วยการตัดต้นถั่วในช่วงที่กำลังเจริญเติบโตเพื่อกระตุ้นให้ถั่วออกดอกติดเมล็ด และยังช่วยลดพื้นที่อาศัยของหนูลงด้วย การเก็บเกี่ยวจะใช้ตะแกรงร่อนเมล็ดออกจากดิน ถั่วจะผลิตเมล็ดได้ตลอดช่วงการเจริญเติบโตเมื่อได้รับความชื้นเหมาะสมและจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อหมดฤดูฝน พันธุ์อะมาเรลโล่ให้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ทั้งฝัก 160 กิโลกรัมต่อไร่ ควรตากเมล็ดพันธุ์ให้แห้งและเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นต่ำเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของเมล็ดพันธุ์

รูปที่7 เมล็ดพันธุ์ถั่วพินตอย

ผลของยากำจัดวัชพืช ถั่วพินตอยทนทานต่อ acifluorfen, bentazone, 2,4D, 2,4DB, fluazifop-butyl และ sethoxydim แต่ไม่ทนต่อ ยา metsulfuron-methyl และ glufosinate

จุดแข็ง

ข้อจำกัด

พันธุ์: กรมปศุสัตว์ได้ใช้ถั่วพินตอยสายพันธุ์ ‘Amarillo’ ประเทศออสเตรเลีย (1987) ลักษณะต้นแบนราบไปกับพื้นดินสูง 10 ซ.ม. ส่วนปลายยอดตั้งขึ้นสูง 20 ซ.ม. ใบสีเขียวอ่อน เมื่ออยู่ในร่มเงาจะเป็นสีเขียวแก่ ใช้เป็นพืชอาหารสัตว์และคลุมดิน ท่านที่สนใจสามารถติดต่อขอรับต้นกล้าได้ฟรี ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท