พิมพ์

การปลูกกระถินเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์

กลุ่มวิจัยและพัฒนาพืชอาหารสัตว์ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์

ลักษณะทั่วไป

               กระถิน (Leucaena leucocephala) มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และต่อมาในปี พ.ศ. 2505 กรมปศุสัตว์ นำเข้าพันธุ์เปรูเวียน (Peruvian) จากประเทศออสเตรเลีย เป็นไม้ยืนต้นอายุหลายปี มีรากแก้วลึก ลำต้นเป็นพุ่ม ใบเป็นใบรวมแบบ Bipinnate ดอกเป็นแบบ Head มีสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เติบโตได้ดีในดินที่มีการะบายน้ำดี ไม่ทนต่อสภาพดินกรด ทนแล้งได้ดี ปรับตัวได้ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง กระถินที่ปลูกเพื่อนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้แก่ กระถินยักษ์ (giant type) เป็นกระถินที่มีการผสมพันธุ์และพัฒนาจนได้พันธุ์ที่มีลำต้นใหญ่ มีความสูงมากกว่า 5 เมตร ทนต่อสภาพแวดล้อม และโรคแมลงได้ดี เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากใบกระถินมีโปรตีนสูง จึงใช้เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสัตว์ ลดการใช้อาหารข้น สามารถลดต้นทุนในการผลิตสัตว์ นอกจากนี้ยังช่วยให้มีการใช้พื้นที่แปลงพืชอาหารสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่นแร่ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดิน เนื่องจากกระถินมีระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปในดิน สามารถดูดแร่ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินชั้นล่าง ซึ่งลึกกว่ารากหญ้านำมาใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้จุลินทรีย์ในปมรากของกระถิน สามารถตรึงไนโตรเจนที่มีอยู่ในอากาศมาให้พืชใช้ได้ และเนื้อไม้ของกระถินสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษในอุตสาหกรรม การทำไม้ค้ำยัน ไม้ใช้สอย และใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

 การคัดเลือกพื้นที่

          กระถินสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง การระบายน้ำดี และมีหน้าดินลึก แต่การเจริญเติบโตของกระถินจะลดลง ถ้าปลูกในดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำและเป็นดินกรดจัด จึงควรเลือกพื้นที่ปลูกในดินที่มีความเป็นกรด-ด่าง (pH) มากกว่า 5.5 มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเพียงพอ

 การเตรียมดิน

          เตรียมดินให้ละเอียด ร่วนซุย โดยไถบุกเบิกครั้งแรกช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนเมษายน ขณะดินมีความชื้นเหมาะสมหรือหน้าดินมีความชื้นลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อกลับหน้าดิน และกำจัดวัชพืชที่ปกคลุมดิน ปล่อยทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นไถพรวนดินอีก 2-3 ครั้ง เพื่อทำลายวัชพืชที่ขึ้นมาใหม่ และปรับสภาพแปลงให้ราบเรียบ

 การเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์

          ปัจจุบันสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการขยายพันธุ์และดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์กระถินยักษ์ลูกผสมสายพันธุ์ K 636 เพื่อนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสำหรับใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากกระถินพันธุ์ K 636 ให้ผลผลิตและคุณภาพใบสูง ต้านทานโรคเพลี้ยไก่ฟ้า มีการฟื้นตัวหลังการตัดหรือหลังจากเพลี้ยไก่ฟ้าเข้าทำลายได้อย่างรวดเร็ว โดยเมล็ดพันธุ์กระถิน 1 กิโลกรัมจะมีจำนวนเมล็ดประมาณ 15,000 – 25,000 เมล็ด

 การเตรียมเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก

          เนื่องจากเมล็ดพันธุ์กระถินมีเปลือกหุ้มเมล็ดหนา น้ำซึมผ่านได้ยาก ทำให้การงอกของเมล็ดไม่สม่ำเสมอและล่าช้า ก่อนปลูกจึงควรเตรียมเมล็ดพันธุ์ โดยการนำเมล็ดห่อผ้าเตรียมไว้ ต้มน้ำให้เดือดและยกลงปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้อุณหภูมิน้ำลดลงเหลือประมาณ 80 องศาเซลเซียส นำเมล็ดแช่น้ำที่เตรียมไว้นานประมาณ 5-10 นาที ส่วนอีกวิธีหนึ่ง ทำได้โดย นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำ 1 คืน หลังจากนั้นนำมาผึ่งลมในที่ร่มให้เมล็ดแห้งสนิท แล้วจึงนำไปปลูก

 การปลูก

       1. วิธีการหยอดเมล็ดเป็นแถว

           นำเมล็ดพันธุ์กระถินที่ผ่านการเตรียมเมล็ดแล้ว มาปลูกโดยหยอดเมล็ดเป็นแถว ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 50-75 ซม. และระยะระหว่างต้น 25-30 ซม. ปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด ไม่ควรกลบดินลึกเกิน 1.5 ซม.  ซึ่งการปลูกด้วยวิธีการนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน วิธีนี้จะมีความสะดวกในการปฏิบัติ มีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ต้องให้ความสำคัญในการควบคุมวัชพืชในระยะแรกหลังการปลูก

  1. วิธีการเพาะกล้าในถุง

           ควรเตรียมการเพาะกล้าก่อนปลูกประมาณ 3 เดือน โดยนำเมล็ดที่ได้จากการเตรียม มาเพาะในถุงเพาะชำ หยอดเมล็ด 2 เมล็ดต่อถุง เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ 30-40 ซม.หรืออายุกล้าประมาณ 3 เดือน สามารถย้ายลงปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ใช้ระยะปลูกเช่นเดียวกับการปลูกด้วยวิธีการหยอดเมล็ด ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งการปลูกด้วยวิธีนี้ต้นกล้าจะมีเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดสูง ตั้งตัวได้เร็วสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ดี  แต่จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนการเพาะกล้าเพิ่มขึ้น

  1. วิธีเพาะกล้าในแปลง

           ถ้าต้องการปลูกกระถินในพื้นที่ 1 ไร่ ต้องเตรียมแปลงเพาะกล้าในแปลงขนาด 150 ตารางเมตร ทำการเพาะกล้าโดยโรยเมล็ดกระถินเป็นแถว ใช้ระยะระหว่างแถว 30 ซม. และระยะระหว่างต้น 5 ซม. ย้ายกล้าปลูกเมื่อต้นกล้าสูงประมาณ 50 ซม. จึงถอนต้นกล้า ริดใบ ตัดยอด และตัดรากฝอยบางส่วนทิ้ง ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า การเปลือยราก (Bare root) ต้องนำไปปลูกในแปลงทันที ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม ข้อควรระวัง ขณะถอนและขนย้าย ต้องไม่ให้ปมรากขาด วิธีการนี้การเตรียมกล้าและการขนย้ายปลูกจะสะดวกกว่าการเพาะกล้าในถุงเพาะชำ แต่เปอร์เซ็นต์การอยู่รอดอาจจะต่ำกว่า

 การใส่ปุ๋ย

          ในปีแรกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 50 กก./ไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกโดยโรยตามแถวที่จะปลูก สำหรับในดินที่มีอินทรียวัตถุต่ำควรใส่ปุ๋ยคอก (การใช้ปุ๋ยคอกควรใส่ก่อนปลูกพืชอย่างน้อย 4 สัปดาห์) หรือปุ๋ยหมักอัตรา 2-4 ตันต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ส่วนในปีต่อๆไป ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 20-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ตามแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ ควรใส่ปุ๋ยในช่วงต้นฤดูฝนขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม

 กำจัดวัชพืช

         ควรกำจัดวัชพืชอย่างน้อยเดือนละครั้ง ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการปลูก เพื่อให้กระถินเจริญเติบโตและตั้งตัวได้ดีในช่วงแรกของการปลูก โดยเฉพาะการปลูกด้วยวิธีการหยอดเมล็ดเป็นแถว และหลังจากนั้นกำจัดวัชพืชตามความเหมาะสม

 การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการใช้ประโยชน์

         การตัดกระถินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรกเมื่อกระถินมีอายุหลังการปลูกอย่างน้อย 3-4 เดือน และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 2 เดือนในช่วงฤดูฝน หรือ ทุกๆ 3 เดือนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งขนาดต้นและขนาดกิ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 ซม. ตัดสูงจากพื้นประมาณ 20-30 ซม. ผลผลิตกระถินจากใบรวมกิ่งก้าน ให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 15-20 ตัน/ไร่/ปี หรือเป็นผลผลิตน้ำหนักกระถินแห้งประมาณ 6-8 ตัน/ไร่/ปี โดยในปีแรกของการปลูกผลผลิตกระถินอาจจะไม่สูงมากให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 10-15 ตัน/ไร่/ปี หรือเป็นผลผลิตน้ำหนักกระถินแห้งประมาณ 4-6 ตัน/ไร่/ปี แต่ในปีต่อไปจะได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจากการแตกกิ่งที่มากขึ้น

 คุณค่าทางอาหาร

          คุณค่าทางอาหารสัตว์ของใบกระถินมีโปรตีนสูง 25.91 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 6.51 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 10.52 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 11.09 เปอร์เซ็นต์ ADF 22.28 เปอร์เซ็นต์ NDF 28.96 เปอร์เซ็นต์ Lignin 9.28 เปอร์เซ็นต์ TDN 76.05 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นใบกระถินสับรวมกิ่งก้าน โปรตีน 15.17 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1.56 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 31.57 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 13.73 เปอร์เซ็นต์ ADF 36.00 เปอร์เซ็นต์ NDF 51.52 เปอร์เซ็นต์ Lignin 11.72 เปอร์เซ็นต์ TDN 45.82 เปอร์เซ็นต์