ถั่วคาวาลเคดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centrosema pascuorum cv. Cavalcade เป็นพืชตระกูลถั่วเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ มีอายุปีเดียว ลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อย ความยาวได้ถึง 2 เมตรไม่มีขน สามารถงอกรากตามลำต้นได้ มีใบย่อย 3 ใบ (trifoliate) ลักษณะใบเป็นรูปหอก เรียวยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ดอกมีสีแดงเข้มจนเกือบม่วงดังรูปที่ 1 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 เซนติเมตร เป็นพืชวันสั้นออกดอกตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม รวม 5.5 เดือน ลำต้นไม่อวบน้ำ เมื่อแห้งใบไม่ค่อยร่วงจึงเหมาะสำหรับทำถั่วแห้ง เมื่อย้อนไปในปี พ.ศ. 2544 กรมปศุสัตว์เริ่มต้นส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตถั่วคาวาลเคดจำหน่ายให้กับผู้เลี้ยงโคนม ปรากฏว่าโคให้นมมากขึ้นเพราะมีโปรตีนสูง แต่เนื่องจากถั่วคาวาลเคดแห้งมีต้นทุนในการผลิตสูง และช่วงที่ถั่วเจริญเติบโตได้ดีนั้นอยู่ในช่วงฤดูฝนทำให้ไม่มีที่สำหรับตากแห้ง เมื่อปล่อยไว้ใบก็จะทับถมกันเกิดเป็นเชื้อราเสียหายได้เกษตรกรจึงเลิกผลิตไป แต่แล้วปี พ.ศ. 2555 ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาทนำถั่วคาวาลเคดกลับมาส่งเสริมกันใหม่ โดยปรับเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่สัตว์เลี้ยง เช่นกระต่าย และใช้เทคนิคการผลิตให้ได้ถั่วคาวาลเคดแห้งคุณภาพสูง (Premium Grade) มาใช้

 

รูปที่ 1 ต้นถั่วคาวาลเคดกำลังออกดอก

 

ลักษณะพื้นที่ปลูก ถั่วคาวาลเคดสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินทรายจนกระทั้งดินเหนียว แต่จะให้ผลผลิตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ถั่วคาวาลเคดทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี แต่เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้นควรเลือกพื้นที่สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี หรืออยู่ในเขตชลประทาน เริ่มปลูกตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม การปลูกเพื่อให้ได้ถั่วแห้งคุณภาพดีเยี่ยมนั้น ต้องดูแลให้ดีจึงควรใช้พื้นที่ปลูกเพียง 2 งานเท่านั้น เริ่มต้นจากการหาซื้อเมล็ดพันธุ์ถั่วคาวาลเคดก่อน เพื่อความสะดวกอาจติดต่อซื้อที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาทก็ได้ ให้เตรียมดินแบบประณีตให้เม็ดดินละเอียดเรียบ เริ่มจากการปรับพื้นที่ให้เรียบ ไถ พรวน และใช้จอบหมุนดีดินอีกครั้ง ควรมีร่องระบายน้ำไว้รอบๆแปลง (รูปที่ 2) เพื่อป้องกันน้ำขังในช่วงฤดูฝน  

 

 

รูปที่ 2 การทำร่องระบายน้ำ และปรับพื้นที่ก่อนปลูก

การปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วคาวาลเคดอัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกเป็นแถวใช้เชือกขึงเป็นแนว ระยะระหว่างแถว25-30 เซนติเมตร ใช้ไม้ขีดบนดินให้เป็นร่องลึกประมาณ 1 เซนติเมตร โรยเมล็ดบางๆตามร่องที่ทำไว้ เสร็จแล้วให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์กระทั่งดินชุ่มน้ำ ระยะแรกควรให้น้ำทุกวันพอให้ดินชุ่มอย่างให้ท่วมขัง เมล็ดถั่วจะเริ่มงอกหลังปลูกได้ 4 วัน จะเห็นใบเลี้ยง 2 ใบ ดังรูปที่ 3 ต่อมาก็จะมีใบจริงขึ้นมาดังรูปที่ 4

  

            รูปที่ 3 ต้นถั่วงอกหลังปลูกได้ 1 สัปดาห์                       รูปที่ 4 ต้นถั่วอายุ 22 วัน

การกำจัดวัชพืช ในการผลิตถั่วคุณภาพดีเยี่ยมนั้นเราต้องหมั่นกำจัดวัชพืชออกจากแปลงบ่อยๆ เมื่อมีเวลาว่างด้วยการใช้มือถอนหรือจอบถากออก เราอาจกำจัดวัชพืชเมื่อปลูกได้ 3 สัปดาห์ หรือเมื่อเห็นต้นวัชพืชแล้ว ทุกครั้งที่เราตัดถั่วคาวาลเคดออกไปจะเกิดพื้นที่ว่างให้วัชพืชขึ้นได้อีก จึงต้องกำจัดวัชพืชทุกครั้งที่ตัดถั่ว แต่ไม่แนะนำให้ใช้ยาฆ่าหญ้านะ

การใส่ปุ๋ย เลือกใช้ปุ๋ยสำหรับพืชตระกูลถั่ว เช่น สูตร 12-24-12 หากไม่มีก็ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 แทนได้ หว่านปุ๋ยเคมีรองพื้นด้วยอัตรา 25 - 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อต้นถั่วคาวาลเคดงอกได้ 2 สัปดาห์ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก โรยระหว่างแถวแล้วพรวนดินกลบ และหลังจากกำจัดวัชพืชเสร็จแล้วอาจใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นถั่วได้

การให้น้ำ ถึงแม้ว่าถั่วคาวาลเคดจะเป็นพืชที่ทนแล้ง แต่การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ต้นถั่วเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้เร็วขึ้น และตัดเก็บผลผลิตได้หลายครั้ง โดยให้หมั่นตรวจดูความชื้นของดินอยู่เสมอหากพบว่าดินแห้งก็ควรให้น้ำ ปกติจะให้น้ำด้วยระบบน้ำพ่นฝอยทุกๆ 3-5 วัน และต้องระวังไม่ให้น้ำแฉะหรือท่วมขัง ถ้ามีให้รีบระบายน้ำออกจากแปลง

การตัด ควรตัดถั่วที่อายุ 35-40 วัน ไม่ควรปล่อยให้อายุมากเกินไป เพราะนอกจากลำต้นจะมีขนาดใหญ่ไม่สวย ที่บริเวณโคนต้นใบจะเป็นสีเหลืองทับถมกันเกิดเชื้อราได้แล้ว การตัดตามอายุจะช่วยรักษาสีใบให้เขียวได้นานขึ้นด้วย อุปกรณ์ที่ใช้ตัดถั่วคาวาลเคดให้ใช้เคียวเกี่ยว (รูปที่ 5) เพราะต้นถั่วจะไม่ช้ำการแตกยอดใหม่จะเร็วขึ้น แต่อาจใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ (รูปที่ 6) ก็ได้ ควรตัดให้เหลือตอสูงจากพื้นดินประมาณ 7 เซนติเมตร จะได้ผลผลิตถั่วสดไร่ละประมาณ 1,500 – 2,000 กิโลกรัม/ครั้ง เมื่อตากแดดจะได้ถั่วแห้งไร่ละ 350 – 450 กิโลกรัม/ครั้ง การปลูกครั้งหนึ่งจะตัดได้อย่างน้อย 3 ครั้ง จากนั้นให้ไถดินปลูกใหม่ เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนกันยายนต้นถั่วจะออกดอก สามารถตัดติดดอกไปจำหน่ายด้วยได้ ทำให้ถั่วคาวาลเคดแห้งดูสวยขึ้น แต่ถ้าเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนธันวาคม ถึงกุมภาพันธ์ ต้นถั่วจะชะงักการเจริญเติบโตจำเป็นต้องหยุดปลูกเว้นระยะไปเพราะไม่คุ้ม เมื่อตัดถั่วเสร็จให้แยกวัชพืชออกในที่ต้นถั่วยังสด เพราะหากถั่วแห้งแล้วจะคัดแยกวัชพืชได้ยาก  

  

รูปที่ 5 ใช้เคียวเกี่ยวต้นถั่วที่อายุ 50 วัน          รูปที่ 6 ใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่

การตากแดด ควรนำถั่วออกตากแดดทันที อาจตากบนลานซีเมนต์ หรือใช้วัสดุรอง เช่น ผ้าพลาสติก ไม้ไผ่สาน ก็ได้ เทคนิคที่ทำให้ได้ถั่วแห้งสีเขียวสวยคือตากเพียงแดดเดียว วันรุ่งขึ้นให้รวบถั่วเป็นกองตากอีก 1 แดด หรือจะนำเข้าไปผึ่งลมอีก 2-3 วันก่อนเก็บก็ตากอีกครึ่งแดด ข้อสำคัญต้องไม่ให้ถูกฝนหรือน้ำค้าง เพราะจะทำให้ถั่วมีสีดำขายไม่ได้ จึงควรเตรียมผ้าพลาสติกไว้คลุมกันฝน หากมีทุนพอก็สร้างโรงอบพลังแสงอาทิตย์ (รูปที่ 7) ไว้ใช้งานก็จะสะดวกมากขึ้น

การบรรจุถุง ต้นถั่วที่ตากแห้งเสร็จใหม่ๆ ควรรีบบรรจุถุงพลาสติกเพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นเข้า แต่ถ้าต้นถั่วแห้งมากเกินไปใบจะกรอบเกิดการแตกหักให้ระวังขณะบรรจุ แนะนำให้ใช้ถุง 2 ชั้น ชั้นแรกใช้ถุงพลาสติกสาน (ถุงอาหารสัตว์มือสอง) ถุงชนิดนี้มีความเหนียว และทึบแสงจะช่วยป้องกันแดดได้ ชั้นที่สองใช้ถุงพลาสติกใสชนิดบางขนาด 24”x36” (รูปที่ 8) เพื่อป้องกันความชื้นเข้า จะบรรจุถั่วแห้งได้ 2.5 กิโลกรัมพอดี นำไปเก็บไว้บริเวณที่แห้งและเย็น ใช้ผ้าคลุมไว้อีกชั้น วิธีนี้จะช่วยรักษาคุณภาพถั่วแห้งไว้ได้นานหลายเดือนโดยที่สี และกลิ่นของถั่วไม่เปลี่ยน

  

รูปที่ 7 โรงอบหญ้าแห้งขนาดเล็ก                รูปที่ 8 บรรจุถุงพลาสติก 2 ชั้น

โรคที่พบและวิธีป้องกันรักษา

  1. โรคใบด่าง เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani (รูปที่ 9) พบมากในช่วงฤดูฝนลักษณะใบด่างบางส่วนหรือด่างทั้งใบ เกิดเป็นหย่อมๆ บริเวณด้านล่างของต้นถั่วที่ทับกันหนาแน่น และมักจะเกิดรุนแรงในแปลงที่ตัดมาหลายครั้งแล้ว การป้องกันให้ตัดถั่วที่อายุ 35 วัน และปลูกใหม่เมื่อตัดได้ 2-3 ครั้ง อาจรดด้วยน้ำหมักมูลไส้เดือนทุกสัปดาห์ หรือ จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma harzianum) รูปที่ 10 และ 11 ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วแปลงบ่อยๆ หากพบโรคใบด่างให้รีบตัดต้นถั่วแล้วปลูกใหม่จะดีกว่า

 
  รูปที่ 9 ลักษณะของโรคใบด่าง

      

          รูปที่ 10 เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าในถุงบรรจุ       รูปที่ 11 เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าที่เจริญบนเมล็ดข้าวฟ่าง

  1. โรคใบหงิก เกิดจากตัวไร มักพบบริเวณยอดอ่อน หรือเป็นทั้งต้น (รูปที่ 12) โดยเฉพาะช่วงที่ต้นถั่วคาวาลเคดอ่อนแอ หากพบให้ถอนต้นถั่วที่เป็นโรคทิ้งไป หรือถ้าเป็นมากให้ไถทิ้งปลูกใหม่ การป้องกันโรคให้ฉีดด้วยน้ำหมักมูลไส้เดือนในช่วงเวลาเย็น สัปดาห์ละครั้ง

 

รูปที่ 12 อาการโรคใบหงิก

การใช้ประโยชน์ สามารถตัดถั่วคาวาลเคดให้กระต่ายกินได้ทั้งสดและแห้ง แต่การทำถั่วแห้งเป็นการถนอมอาหารให้เก็บรักษาได้นาน และเพิ่มกลิ่นให้หอมเพิ่มขึ้น กระต่ายชอบกินเพราะกลิ่นหอม เหมาะสำหรับเลี้ยงกระต่ายเล็ก และแม่กระต่ายเลี้ยงลูก เนื่องจากมีโปรตีน และแคลเซียมสูง ปริมาณที่กระต่ายกินในแต่ละวันประมาณ 45 – 50 กรัม โดยให้กินถั่วคาวาลเคดควบคู่ไปกับอาหารอัดเม็ด ถั่วคาวาลเคดจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของกระต่ายจะทำงานได้ดีขึ้น 

คุณค่าทางอาหาร ถั่วคาวาลเคดแห้งตัดที่อายุ 45 วัน มีโปรตีน (Crude Protein) 16% เยื่อใย (Crude Fiber) 31% แคลเซียม 1.2% ฟอสฟอรัส 0.25% มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับถั่วอัลฟัลฟ่าที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศ

ความมั่นใจในการใช้เลี้ยงกระต่าย จากการทดลองที่ศูนย์ฯชัยนาท พบว่ากระต่ายที่เลี้ยงด้วยถั่วคาวาลเคดแห้ง (รูปที่ 13) ถั่วอัลฟัลฟ่า และหญ้าแพงโกล่า มีการเจริญเติบโตไม่แตกต่างกัน แต่ถั่วคาวาลเคดผลิตในประเทศไทยจะมีความใหม่สดมากกว่า

การผลิตถั่วคาวาลเคดแห้งเกรดดีเยี่ยม (Premium Grade) ผู้ผลิตจะต้องเอาใจใส่ดูแลแปลงปลูกถั่วให้ดีเหมือนกับแปลงปลูกผักทีเดียว โดยเน้นที่ความสะอาดปราศจากวัชพืช และสารปนเปื้อน กำจัดวัชพืชออกจากแปลง ให้น้ำที่สะอาด ตัดต้นถั่วที่อายุเหมาะสม คัดแยกสิ่งปลอมปนออกทิ้ง ตากแดดให้แห้งสนิท บรรจุถุงพลาสติกป้องกันความชื้น (รูปที่ 14) และเก็บรักษาให้ดี เท่านี้ก็จะได้เป็นสินค้าคุณภาพดีตามต้องการ เพราะผู้ซื้อต้องการถั่วสีเขียวสวย กลิ่นหอม สะอาด และปลอดสาร จึงสามารถขายได้ราคาสูง ปัจจุบันผู้เลี้ยงกระต่ายรู้จักถั่วคาวาลเคดแห้งมากขึ้น  และมีความต้องการของตลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ การผลิตถั่วคาวาลเคดแห้งเกรดดีเยี่ยมจึงเหมาะสำหรับผู้สูงวัยปลูกเล่นๆเป็นอาชีพเสริม ทำเพลินๆแต่ได้เงิน

 

รูปที่ 13 ให้ลูกกระต่ายกำลังกินถั่วคาวาลเคดแห้ง                     รูปที่ 14 ถั่วคาวาลเคดแห้งที่บรรจุเสร็จพร้อมจำหน่าย

 

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถาม หรือเข้าเยี่ยมชมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท ใกล้เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เรายินดีให้ความรู้ทุกท่านครับ