windows

   Thailand (TH)  English (Eng) 

 

การผลิตพืชอาหารสัตว์ในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา (อ.สายัณห์ ทัดศรี)

1. พื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์

จากรายงานของประวีร์ (2530) เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าในบริเวณเลี้ยงโคนมที่สำคัญของภาคกลางมีพื้นที่ปลูกหญ้าระหว่าง 2-22 ไร่ต่อฟาร์ม หรือเฉลี่ย 10 ไร่ต่อฟาร์ม โดยแหล่งเลี้ยงโคนมราชบุรีมีพื้นที่ปลูกหญ้าน้อยที่สุดระหว่าง 2-6 ไร่ต่อฟาร์ม หรือเฉลี่ยประมาณ 4 ไร่ต่อฟาร์ม ในขณะที่ปราณบุรี ชะอำ และ..พัฒนานิคมมีพื้นที่ระหว่าง 10-15 ไร่

.......อย่างไรก็ตามเมื่อคิดเป็นพื้นที่ต่อตัว พบว่ามีค่าเฉลี่ยระหว่าง 0.4-2.7 ไร่ต่อตัว หรือเฉลี่ย 1.2 ไร่ต่อตัว จากการสำรวจของวลัยกานต์และวรรณา (2541) เมื่อไม่นานมานี้ในบริเวณแหล่งเลี้ยงโคนมที่สำคัญของภาคกลางได้แก่ สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท ปราจีนบุรี นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี แสดงให้เห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและโคเนื้อมีพื้นที่ปลูกหญ้าเฉลี่ยไม่เกิน 10 ไร่ต่อฟาร์ม จากรายงานของข้อมูลเศรษฐกิจการปศุสัตว์ ประจำปี 2540 ของกรมปศุสัตว์แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่าในบริเวณเขต 1, 2 และเขต 7 ซึ่งเป็นภาคกลางเสียส่วนใหญ่มีพื้นที่ทุ่งหญ้าส่วนตัวเฉลี่ย 15, 18 และ 19 ไร่ต่อฟาร์มตามลำดับ และถ้าคิดเป็นพื้นที่ต่อตัวมีค่าเท่ากับ 0.8, 0.9 และ 0.5 ไร่ต่อตัวตามลำดับ

จากข้อมูลที่ได้มานี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ปลูกหญ้าของฟาร์มโคนมมีค่าไม่แตกต่างกันมากนัก ตั้งแต่ระยะ 10 กว่าปีจนถึงปัจจุบัน คือมีค่าอยู่ระหว่าง 10-15 ไร่ เป็นส่วนใหญ่แต่พื้นที่ต่อตัวมีค่าเฉลี่ยลดลงเหลือ 0.7 ไร่ต่อตัว ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนโคนมเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีการเลี้ยงโคนมมานาน เช่น บริเวณมวกเหล็ก และหนองโพ ดังนั้นเมื่อมองถึงอนาคตในปี ค.ศ.2000 จำนวนพื้นที่ในแต่ละฟาร์มน่าจะยังอยู่เท่าเดิมหรือใกล้เคียง (10-15 ไร่) แต่พื้นที่เฉลี่ยต่อตัวน่าจะมีค่าลดลง ถ้าเกษตรกรไม่ระบายโคนมในฟาร์มของตนออกไปบ้าง ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าอาหารหยาบที่จะผลิตให้กับโคนมจะไม่พอต่อความต้องการของโคนมมากยิ่งขึ้น

2. พันธุ์หญ้าและผลผลิต

                   จากการสำรวจของสายัณห์และคณะ (2534) ในบริเวณอำเภอปากช่อง แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรนิยมปลูกหญ้าขน รูซี่ กินนี สำหรับพืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วเวอราโน และถั่วเซนโตร ซึ่งคล้ายคลึงกับการสำรวจของวลัยกานต์และวรรณา (2541) ในบริเวณภาคกลาง 11 จังหวัดมีหญ้าที่เกษตรกรปลูกได้แก่ หญ้าขน รูซี่ กินนี กินนีสีม่วง เนเปียร์และแพงโกล่า ในส่วนของถั่ว ได้แก่ เวอราโน และเซนโตร สำหรับผลผลิตของหญ้าเหล่านี้มีผู้รายงานน้อยมาก เช่น สายัณห์ และคณะ (2534) รายงานว่าเกษตรกรบริเวณปากช่อง ผลิตหญ้าได้ประมาณ 1 ตันต่อไร่ ในขณะที่ประวีร์ (2530) รายงานว่าอยู่ในระหว่าง 1.1-1.7 ตันต่อไร่ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิจัยทดลองได้โดยให้ผลผลิตระหว่าง 4-12 ตันต่อไร่

3. ระบบการผลิต

                            ระบบการผลิตอาจแบ่งได้กว้างๆ 3 ระบบ คือ ระบบการผลิตเฉพาะหญ้าล้วนๆ ระบบการผลิตหญ้าผสมถั่วและระบบการผลิตหญ้าแยกจากถั่วระบบแรกเป็นระบบที่ปฏิบัติมาช้านานจนถึงปัจจุบัน วลัยกานต์และวรรณา (2541) ให้ข้อสังเกตว่าเกษตรกรที่ปลูกหญ้ามักคำนึงถึงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เช่นเดียวกับข้อสังเกตของสายัณห์และคณะ (2534) จากฟาร์มเกษตรกรในบริเวณปากช่อง เกษตรกรมักจะปล่อยหญ้าให้แก่ และหันไปใช้หญ้าธรรมชาติก่อนจึงจะกลับมาเกี่ยวหญ้าของตน ทำให้หญ้ามีคุณภาพต่ำ

                 การปลูกหญ้าผสมถั่วเกือบทั้งหมดล้มเหลวเพราะถั่วที่ใช้ปลูกเป็นถั่วล้มลุก แข่งขันสู้หญ้าไม่ได้จึงไม่ค่อยมีใครปฏิบัติ ในขณะที่ระบบสุดท้ายปลูกหญ้าและถั่วแยกจากกันเลยยังไม่เห็นมีการปฏิบัติอย่างจริงจัง

4. การปลูกหญ้าบำบัดน้ำเสีย

                            การปลูกหญ้าบำบัดน้ำเสียจากฟาร์ม ยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ดังนั้นน้ำเสียจากคอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงแบบขังคอก จะไหลลงสู่ คู คลอง ทำให้มีปัญหาในแหล่งที่มีการเลี้ยงโคนมจำนวนมาก เช่น ราชบุรี และกำแพงแสน ซึ่งในอนาคตจะมีปัญหาแน่นอนถ้าจำนวนฟาร์มผู้เลี้ยงโคเพิ่มมากขึ้น

แปลงหญ้าของเกษตรกรปลูกหญ้ากินนีสีม่วงผสมถั่วฮามาต้า

นวัตกรรมการผลิตพืชอาหารสัตว์ปี ค.ศ. 2000

1. นวตกรรมในเรื่องพันธุ์

                      จากปัญหาพื้นที่ปลูกหญ้ามีจำนวนจำกัดและพื้นที่ต่อตัวของฟาร์มมีจำนวนลดลง หญ้าที่ปลูกจึงควรเป็นหญ้าที่ให้ผลผลิตสูง และคุณภาพเหมาะสมต่อการเลี้ยงโคนม จากการวิจัยของนักวิจัยหลายท่านแสดงให้เห็นว่าหญ้าในกลุ่มเนเปียร์ จะให้ผลผลิตสูงสุด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพที่มีการให้ปุ๋ยอัตราสูงหรืออัตราต่ำ จากการวิจัยในระยะต่อมาพบว่าพันธุ์ใหม่ในกลุ่มหญ้าเหล่านี้ที่น่าสนใจ ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ (King napier) ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าหญ้าเนเปียร์ทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่หญ้าชนิดนี้คุณภาพจะลดลงเร็วถ้าตัดหญ้ามากกว่า 30-40 วัน เนื่องจากมีส่วนของลำต้นเพิ่มมากขึ้น

                               ดังนั้นถ้าพิจารณาถึงข้อปฏิบัติที่เกษตรกรเคยใช้อยู่โดยการตัดหญ้าเมื่อหญ้ามีอายุมากขึ้น ก็จะทำให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพต่ำ หญ้าเนเปียร์แคระ เป็นหญ้าที่ได้รับการสนใจมากอีกชนิดหนึ่งเพราะมีข้อ-ปล้องถี่ ใบมีปริมาณมาก แม้ว่าเกษตรกรจะตัดช้าไปกว่าปกติคุณภาพก็ยังคงสูงอยู่ จึงน่าเหมาะสมกับอุปนิสัยเกษตรกรไทย ผลผลิตอาจจะต่ำกว่าหญ้าเนเปียร์ยักษ์เล็กน้อย แต่มีข้อดีที่การเพิ่มสัดส่วนของลำต้นเป็นไปได้ช้า รายงานต่างประเทศระบุว่าการเลี้ยงโคเนื้อด้วยหญ้าเนเปียร์แคระสามารถเพิ่มน้ำหนักโคได้วันละเกือบหนึ่งกิโลกรัม

                        สำหรับบริเวณที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขังหญ้าพันธุ์ใหม่อุบลพาสพาลัมหรือหญ้าอะตราตัม มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลในบริเวณภาคกลางมากนัก

การปลูกกระถินร่วมกับหญ้ารูซี่
หญ้าเนเปียร์แคระ

2. นวตกรรมรูปแบบการผลิต

             ปัจจุบันการจัดแบ่งขนาดของฟาร์มมักใช้จำนวนโคนม หรือโคเนื้อเป็นเกณฑ์ในการจัดแบ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับการปลูกพืชไร่ที่ต้องอาศัยขนาดของพื้นที่เป็นหลัก ดังนั้นฟาร์มเลี้ยงโคนมขนาดใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ของฟาร์มขนาดใหญ่ไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้รูปแบบการผลิตหญ้าในฟาร์มก็จะอยู่ในลักษณะนำเข้าอาหารหยาบจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการไปหาเองหรือการไปจัดซื้อแม้กระทั่งฟาร์มที่มีขนาดใหญ่มีพื้นที่มากก็ยังนิยมปฏิบัติเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้รูปแบบการผลิตอาหารหยาบจากการผลิตเองและใช้เองในยุค ค.ศ.2000 น่าจะมีฟาร์มปลูกพืชอาหารสัตว์โดยเฉพาะแล้วนำไปขายให้กับฟาร์มที่เลี้ยงโคนมหรือโคเนื้อ เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง เกษตรกรที่เลี้ยงโคก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับการผลิตพืชอาหารสัตว์ต่อไป ถ้าอยู่ในลักษณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครในโลก ปัจจุบันได้เริ่มมีการจัดทำหญ้าแห้งขายกันบ้างแล้ว ในอนาคตน่าจะมีการจัดทำหญ้าสดขายเช่นเดียวกันใหห้กับฟาร์มที่ชำนาญการเลี้ยงโคแต่ไม่ชำนาญการผลิตหญ้า โดยทำในรูปการทำสัญญาซื้อขายระหว่างฟาร์ม

3. นวตกรรมระบบการผลิต

              ระบบการผลิตเดิมผลิตเฉพาะหญ้าล้วนๆ แม้ว่าผลผลิตจะสูงกว่าระบบอื่นแต่คุณภาพที่ได้มักจะต่ำ ดังนั้นการปลูกหญ้าผสมถั่วจึงควรเป็นนวตกรรมใหม่ โดยเปลี่ยนจากการปลูกหญ้าผสมถั่วไม้ล้มลุก เช่น ถั่วฮามาต้า ถั่วเซนโตร ควรเปลี่ยนมาใช้ถั่วไม้ยืนต้น เช่น กระถิน แทน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และอัฟริกา ใช้มาแล้วได้ผลดีและจากการวิจัยของ สายัณห์ และคณะ (2541) แสดงให้เห็นว่าการใช้ถั่วไม้ยืนต้น เช่น กระถินปลูกร่วมกับหญ้ารูซี่ เนเปียร์แคระและเนเปียร์ไต้หวัน กระถินสามารถเจริญเติบโตและแข่งขันกับหญ้าได้ ยังไม่พบว่ากระถินที่ตั้งตัวได้ดีแล้วตายลงไปเนื่องจากปัญหาการแข่งขัน แต่การปลูกร่วมกับหญ้าเนเปียร์ทั้งสองชนิดมีแนวโน้มว่าผลผลิตกระถินจะลดลงถ้าปล่อยให้ระยะการตัดยืดยาวออกไป 40 วัน (กระถินตัดสูงจากพื้นดิน 25 เซนติเมตร) จากการนำไปเลี้ยงโคนมโดยปลูกหญ้ารูซี่ร่วมกับกระถิน พบว่าโคนมให้ผลผลิตนมเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับรายงานวิจัยจากอัฟริกาที่รายงานว่าการใช้กระถินเลี้ยงโคนม จะให้ผลผลิตสูงกว่าการเสริมด้วยถั่วไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วมะแฮะ และแคฝรั่ง แต่ต่ำกว่าการเสริมด้วยอาหารข้นเพียง 6-7% สำหรับโคเนื้อรายงานจากออสเตรเลีย กล่าวว่าสามารถเพิ่มน้ำหนักโคเนื้อได้ถึงวันละเกือบ 1 กิโลกรัม โดยการปลูกหญ้าร่วมกับกระถิน

ระบบการปลูกหญ้าแยกจากถั่ว

                  เป็นระบบใหม่ที่น่าจะเหมาะสมกับเกษตรกรไทย โดยทั่วไปที่ใช้จะเป็นถั่วชนิดไหนก็ได้ที่ให้ผลผลิตสูงเป็นตัวช่วยเสริมโปรตีนให้กับหญ้า ประกอบกับหญ้าที่เกษตรกรปลูกมักจะตัดล่าช้า เพื่อเพิ่มปริมาณก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไม่มีเรื่องการแข่งขันระหว่างหญ้าและถั่วให้ยุ่งยาก จากการศึกษาของสายัณห์และคณะ (2541) แสดงให้เห็นว่าการปลูกถั่วแยกจากหญ้าให้โคนมแทะเล็มกินถั่วก่อนจึงปล่อยให้แทะเล็มหญ้า ผลผลิตนมที่ได้จะไม่แตกต่างจากแปลงหญ้าผสมถั่ว(รูซี่+กระถิน) แต่สูงกว่าแปลงหญ้าล้วนๆ(รูซี่) อย่างเด่นชัด ถั่วที่ใช้เป็นถั่วแลปแลป ซึ่งเกษตรกรน่าจะนำไปปฏิบัติได้ง่าย

4. การปลูกหญ้าบำบัดน้ำเสีย

                       จากการวิจัยของสายัณห์และคณะ(2541) โดยการใช้หญ้าบำบัดน้ำเสียจากครัวเรือน โรงงาน ฯลฯ ของจังหวัดเพชรบุรี แสดงให้เห็นว่าหญ้าสามารถช่วยกรองตะกอนและดูดซับแร่ธาตุที่อาจเป็นพิษได้เป็นอย่างดี ซึ่งในระยะ ค.ศ.2000 คาดว่าจะมีจำนวนฟาร์มโคนมเพิ่มมากขึ้น ปัญหาน้ำเสียจากฟาร์มจะมีมากขึ้น การปลูกหญ้าเพื่อช่วยดักตะกอนและดูดซับไนเตรดก่อนปล่อยลงสู่ลำคลองจะช่วยลดปัญหาน้ำเสียในคลองได้ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นมีรายงานว่าหญ้าเนเปียร์สามารถลดปัญหาไนเตรดที่ปะปนมากับน้ำเสียจากคอกโคนมได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นเกษตรกรยังได้ผลผลิตจากหญ้าเพื่อนำไปใช้เลี้ยงสัตว์อีกด้วย ปัจจุบันเกษตรกรในอำเภอกำแพงแสน ใช้น้ำเสียจากคอกโคนมรดแปลงหญ้าเนเปียร์ ช่วยเพิ่มผลผลิตแปลงหญ้าและลดปัญหาน้ำเสียลงได้มาก

5. สรุป

               พันธุ์ใหม่ที่จะใช้ในปี ค.ศ.2000 ควรจะเป็นหญ้าเนเปียร์ยักษ์และเนเปียร์แคระ โดยใช้ระบบการปลูกหญ้าแยกจากถั่ว หรือหญ้าผสมถั่วไม้ยืนต้น (กระถิน) และปลูกหญ้าเพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียในทุกฟาร์มโคนม

1 ภาควิชาพืชไร่ – นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ 10900

กองอาหารสัตว์ E - mail address : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.