การผลิตถั่วพินตอยแห้งเลี้ยงกระต่าย

โสภณ ชินเวโรจน์

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท กรมปศุสัตว์

          ถั่วพินตอย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arachis pintoi Krapov. & W.C. Greg. ชื่อสามัญว่า ถั่วลิสงเถา, ถั่วบราซิล, pinto peanut (Australia) เป็นพืชอาหารสัตว์เขตร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ประโยชน์ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ ใช้คลุมดิน หรือใช้ตกแต่งสถานที่ต่างๆ ให้สวยงาม เช่น สนามหน้าบ้าน สนามกอล์ฟ (รูปที่ 1) รีสอร์ท เป็นต้น

   

       

          รูปที่ 1 ใช้ถั่วพินตอยแต่งสนามกอล์ฟ               รูปที่ 2 ลักษณะลำต้นและดอกถั่วพินตอย

อธิบายรูปร่างลักษณะ: ถั่วพินตอยมีลำต้นเลื้อยไปกับผิวดิน และตั้งตรงขึ้น ลำต้นสามารถงอกรากได้ เรียกว่า “ไหล” (Stolon) เป็นพืชอายุหลายปี มีระบบรากที่แข็งแรง ความสูงไม่เกิน 50 ซ.ม. ดังรูปที่ 2 มีใบรวมกลุ่มกัน 4 ใบ (tetrafoliolate) ขนาด 4.5 ซ.ม. x 3.5 ซ.ม. ดอกมีสีเหลืองขนาด 12-17 มิลลิเมตร ติดเมล็ดโดยการแทงเป็ก (peg) ลงดินคล้ายถั่วลิสง มีจำนวน 1-2 เมล็ดต่อฝัก ขนาดเมล็ดผันแปรตามพันธุ์โดยเฉลี่ย 1 กิโลกรัมมี 9,000 เมล็ด

สภาพนิเวศวิทยา:

ดิน ถั่วพินตอยขึ้นได้บนดินร่วนปนทราย ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถปลูกได้บนดินทุกชนิด และอยู่รอดได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทั้งดินที่มี pH ระหว่าง 4.5 – 7.2 แต่การเจริญเติบโตจะลดลงบ้างเมื่อ pH ต่ำกว่า 5.4 ธาตุอาหารที่ต้องการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ทองแดง โมลิบดินั่ม และปูน ธาตุอาหารที่ต้องการปริมาณปานกลาง ได้แก่ ฟอสฟอรัส และสังกะสี ทนต่อดินที่มี ธาตุ แมงกานีส และอะลูมิเนียม ระดับสูง ทนทานต่อสภาพดินเค็มได้ที่ระดับต่ำถึงปานกลาง

ความชื้น ถิ่นกำเนิดอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝน 1,500 – 2,000 มิลลิเมตร/ปี และสามารถมีชีวิตรอดได้ในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝน น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร/ปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,500 มิลลิเมตร/ปี สามารถอยู่รอดในช่วงฤดูแล้งได้นาน 4 เดือน ทนต่อสภาพน้ำท่วมผ่านแต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง การให้น้ำจะช่วยให้ถั่วคงสภาพอยู่ได้ในช่วงฤดูหนาวแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เติบโตมากนัก

อุณหภูมิ เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 22 – 28 องศาเซลเซียส และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจะชะงักการเจริญเติบโตทางใบและลำต้น แต่เมื่อผ่านพ้นฤดูหนาวแล้วจะฟื้นตัวได้ก่อนถั่วกลาบราต้า

แสง ถั่วพินตอยทนทานต่อสภาพร่มเงาได้บ้าง

 

รูปที่ 3 แปลงถั่วพินตอย พินตอย ใต้ต้นปาล์ม

การติดเมล็ด ถั่วจะออกดอกตลอดช่วงการเจริญเติบโต ถึงแม้จะถูกจำกัดด้วยความชื้น และช่วงแสง ต้นถั่วจะออกดอกได้ดีเมื่อผ่านสภาพแห้งสลับเปียกเช่นเดียวกับถั่วกลาบราต้า ถั่วพินตอยผลิตเมล็ดจากเป็ก (pegs) ซึ่งพัฒนามาจากรังไข่ แล้วแทงเมล็ดลงไปในดิน ส่วนใหญ่อยู่ลึกไม่เกิน 7 ซ.ม. ความยาวของเป็กไม่แน่นอนระหว่าง 1 – 27 ซ.ม. ในดินที่แห้งเป็กไม่สามารถแทงลงไปจะเหี่ยวและตายไปในที่สุด ในสภาพที่ดอนเขตร้อนถั่วพินตอย จะใช้เวลาพัฒนาจากดอกกลายเป็นฝัก 6 สัปดาห์  

ไฟ หากมีไฟไหม้แปลงถั่วลำต้นบนผิวดินจะถูกทำลายไป แต่เมล็ดที่อยู่ระดับลึกใต้ดิน และลำต้นที่อยู่ใต้ดินก็สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาคลุมพื้นที่หลังจากไฟไหม้ได้

การเขตกรรม: แนะนำวิธีการจัดการแปลง

          การปลูก ถั่วพินตอย สามารถเลือกขยายพันธุ์ด้วยลำต้น “ไหล” หรือเมล็ดก็ได้ แต่การปลูกด้วยเมล็ดถั่วจะพัฒนาระบบรากได้รวดเร็วกว่า เมล็ดถั่วที่เก็บเกี่ยวมาใหม่ๆจะมีระยะพักตัวระยะหนึ่ง ซึ่งเราสามารถลดระยะการพักตัวได้ด้วยการตากเมล็ดให้แห้งที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10-14 วัน ก่อนนำไปปลูก หากยังไม่ปลูกควรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ในบริเวณที่แห้งและเย็น เพราะถ้าเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในที่ชื้นจะทำให้ความงอกลดลง ใช้อัตราปลูก 2 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้อาจผันแปรตามคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ หรือความต้องการให้ต้นถั่วขึ้นหนาแน่นเพียงใด ควรปลูกด้วยวิธีหยอดหลุมระยะ 30x30 ซ.ม. ลึก 2 – 5 ซ.ม. หลุมละ 2-3 เมล็ด ถ้าหว่านเมล็ดบริเวณผิวดินจะทำให้ความงอกลดต่ำลง และสูญเสียไปจากการทำลายของ นก และหนู

ปุ๋ย ถึงแม้ว่าถั่วพินตอยจะต้องการปุ๋ยไม่มากนัก แต่ที่ชัยนาทพบว่าถั่วพินตอยที่ขึ้นบริเวณดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำจะแสดงอาการใบเหลือง เมื่อใส่ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ให้ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ปรากฏว่าใบถั่วมีสีเขียวเข้มขึ้น และลำต้นแข็งแรง

การกำจัดวัชพืช ในระยะแรกหลังปลูกต้นถั่วพินตอยจะเจริญเติบโตช้าจึงมีต้นวัชพืชขึ้นแซมอยู่เสมอ เราจำเป็นต้องช่วยกำจัดวัชพืชบ่อยๆ จนกว่าถั่วพินตอยจะคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมด หากมีต้นหญ้าชนิดใบแคบขึ้นหนาแน่นมากอาจใช้ ยากำจัดวัชพืชใบแคบในถั่ว ชื่อสามัญ quizalofop-P-tefuryl ฉีดพ่น แต่ต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือนถึงจะตัดถั่วไปใช้ได้  

โรค แมลง และศัตรูพืช แมลงที่ทำลายถั่วพินตอยรุนแรงนั้นไม่มี แต่ที่ควรระวังคือหนูชอบขุดกินเมล็ดถั่วพินตอยใต้ดิน โรคที่พบบ่อยคือโรคใบไหม้ มีอาการใบแห้ง และเน่าตายเป็นหย่อมๆ (รูปที่ 4) มักเกิดในช่วงฤดูฝน สามารถป้องกันโดยการทำร่องระบายน้ำออกจากแปลง ใส่ปุ๋ยคอก ฉีดน้ำหมัก EM หรือ ฉีดเชื้อราไตรโครเดอร์ม่า เป็นต้น หากเกิดโรคขึ้นแล้วให้ใช้ยากำจัดเชื้อราเช่น ชื่อสามัญ mancozeb ฉีดให้ทั่วแปลง

 

รูปที่ 4 ต้นถั่วพินตอยบริเวณที่เป็นโรคใบไหม้

ความสามารถในการแผ่กระจาย ต้นถั่วสามารถแผ่กระจายออกไปด้วยลำต้นเหนือดิน ‘ไหล’ ได้ความยาวปีละ 2 เมตรในสภาพที่อากาศร้อนชื้น

การเลี้ยงสัตว์:

คุณค่าทางอาหาร จากผลการวิเคราะห์ของกรมปศุสัตว์ถั่วพินตอยมี โปรตีน 13.85%, ไขมัน (Ether extract) 1.06%, เยื่อใย (Crude fiber) 21.80%, Ca 1.44%, P 0.37%, Total digestible nutrient (TDN) 69.65%

          ความน่ากิน สัตว์หลายชนิดชอบกินถั่วพินตอย เช่น โค (รูปที่ 5), แพะ (รูปที่ 6), แกะ และกระต่าย ซึ่งกระต่ายที่เคยให้กินแต่หญ้าแห้ง หากทดลองเปลี่ยนมากินถั่วพินตอยแล้วมักติดใจ และไม่ค่อยอยากกลับกินหญ้าอีก

              

รูปที่ 5 ปล่อยโคเนื้อแทะเล็มที่สถานีฯกาญจนบุรี              รูปที่ 6 ปล่อยแพะแทะเล็มที่สถานีฯชุมพร

ศักยภาพการผลิต:

          น้ำหนักแห้ง ในพื้นที่กึ่งร้อนของประเทศออสเตเลีย เมื่อตัดถั่วทุก 4 สัปดาห์ที่ระดับพื้นดิน จะได้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1 ตัน/ไร่/ปี แต่พื้นที่เขตชลประทานจังหวัดชัยนาทให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ตัดถั่วพินตอยได้ปีละ 4-5 ครั้ง จะได้ถั่วแห้งหนัก 600 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง เมื่อตัดต้นถั่วพินตอยชิดดินให้เหลือ “ไหล” เอาไว้จะทำให้ถั่วพินตอยแตกยอดใหม่ได้เร็วขึ้น อายุการตัดไม่ควรเกิน 60 วัน เพราะถั่วที่อายุมากเกินไปคุณค่าทางอาหารก็จะลดลง และใบถั่วที่อายุมากเมื่อตากแห้งเก็บไว้สีของใบจะซีดเร็วกว่าปกติ

การผลิตเมล็ดพันธุ์ เมล็ดถั่วพินตอยอยู่ใต้ดิน จะแยกออกจากเป็กเมื่อเมล็ดแก่แล้ว การผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วพินตอยเริ่มต้นด้วยการตัดต้นถั่วในช่วงที่เจริญเติบโต เพื่อกระตุ้นให้ถั่วออกดอกและติดเมล็ด ถั่วพินตอยจะผลิตเมล็ดได้ตลอดฤดูฝน ควรปรับปรุงให้ดินร่วนซุยขึ้นด้วยการใส่ขุยมะพร้าว และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ดินมีความชื้นเพียงพอ เริ่มเก็บเกี่ยวเมล็ดประมาณเดือนมกราคมโดยการขุดดินนำมาร่อนตะแกรงแยกเมล็ดออกมา ถั่วพินตอยพันธุ์อะมาเรลโล่ให้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ทั้งฝัก 160 กิโลกรัมต่อไร่

 

รูปที่ 7 เมล็ดถั่วพินตอย

 

จุดแข็งของถั่วพินตอย

  • สามารถปลูกขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • ทนทานต่อดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
  • มีคุณค่าทางอาหารสูง
  • เมื่อแห้งมีกลิ่นหอมกระต่ายชอบกิน
  • ลำต้นเตี้ยเลื้อยคลุมดินได้ดี
  • มีใบและดอกสวยงามใช้ปลูกตกแต่งสถานที่ได้ด้วย

ข้อจำกัดของถั่วพินตอย

  • ต้องให้น้ำอย่างเพียงพอเพื่อจะได้ผลผลิตสูงขึ้น
  • เมล็ดอยู่ใต้ดินมีโอกาสถูกหนูทำลายได้ง่าย
  • เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ยาก
  • ระยะแรกเจริญเติบโตช้ากว่าวัชพืช

พันธุ์: กรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกถั่วพินตอย สายพันธุ์ ‘Amarillo’ มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2530 ท่านที่สนใจสามารถติดต่อขอรับต้นกล้าได้ฟรี หรือขอซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท โทร 056405056

การตากแห้ง: เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการผลิตถั่วแห้ง โดยหลังจากตัดต้นถั่วพินตอยแล้วให้นำมาคัดแยกวัชพืช และเด็ดใบที่เหลืองแห้งออกไปก่อน นำไปตากบนลานปูนซีเมนต์ หรือตากบนแผ่นผ้าพลาสติก หรือบนตะแกรงก็ได้ เพื่อป้องกันใบร่วงลงดิน และให้ถั่วแห้งเร็วขึ้น เกลี่ยต้นถั่วให้กระจายออกรับแสงแดดอย่างทั่วถึง ตากไว้ 2 แดด เมื่อตากได้แดดครึ่งให้รวบถั่วเป็นกองไว้สีจะไม่ซีด ตอนเย็นจึงเก็บใส่ถุง ระหว่างที่ตากแดดอยู่ห้ามถั่วถูกฝนหรือน้ำค้างเด็ดขาดเพราะถั่วจะสีไม่สวย หากต้องการให้ถั่วมีสีเขียวเข็มมากๆ ก็ตากเพียงแดดเดียวแล้วนำไปผึ่งในที่ร่มอีก 3-4 วัน วันสุดท้ายก่อนเก็บใส่ถุงให้นำถั่วไปผึ่งแดดอีกซัก 2 ชั่วโมง เพื่อไล่ความชื้นออกไป หากมีโรงอบหญ้าแห้งพลังแสงอาทิตย์ทำเอง ก็จะสะดวกขึ้นไม่ต้องกังวลเรื่องฝนอีก โดยลงทุนทำเป็นกระโจมไม้ไผ่บุด้วยพลาสติกใสทนแสงยูวี ด้านล่างปล่อยให้ลมผ่านได้ ถั่วพินตอยเมื่อตากให้แห้งสนิทใบจะเหี่ยวย่นอาจแลดูไม่สวยแต่จะมีกลิ่นหอมพิเศษที่กระต่ายชอบ

   

รูปที่ 8 ฝึกคัดแยกและตากในโรงอบแห้ง         รูปที่ 9 ถั่วพินตอยที่คัดแยกและเด็ดใบแก่ออกแล้ว

      

รูปที่ 10 ถั่วพินตอยตากแดดบนผ้าพลาสติก       รูปที่ 11 ถั่วพินตอยตากแห้งแล้ว

การเก็บรักษา: เมื่อตากถั่วแห้งดีแล้วให้บรรจุใส่ถุงพลาสติก 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นกระสอบพลาสติกสาน (กระสอบใส่อาหารสัตว์มือ 2 ก็ได้) ชนิดเหนียวเพื่อป้องกันถุงขาด ชั้นที่สองใช้ถุงพลาสติกใสคลุมทับชั้นแรกเพื่อป้องกันความชื้นเข้าไม่ควรใช้ถุงขยะสีดำเนื่องจากมีกลิ่นเหม็นของสารเคมีถั่วจะดูดกลิ่นเข้าไปกระต่ายไม่ชอบ เมื่อใส่ถั่วพินตอยแห้งเต็มถุงชั่งให้ได้น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม มัดปากถุงให้แน่นวิธีนี้จะช่วยรักษาถั่วพินตอย ให้คงสภาพสีเขียว และกลิ่นหอมได้นานขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการของผู้ซื้อและกระต่าย ถุงที่บรรจุเสร็จพร้อมที่จะจำหน่ายได้แล้วให้พ่อค้านำไปบรรจุเพื่อขายปลีกต่อไป หากยังไม่ได้ขายควรวางถุงไว้บริเวณที่แห้งและเย็น นำผ้าสีทึบคลุมป้องกันแสงอีกชั้นหนึ่ง

 รูปที่ 12 ถุงบรรจุถั่วพินตอยน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม

การบรรจุถุงขายปลีก: หากต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับถั่วพินตอยแห้ง ก็ทำง่ายๆด้วยการนำถั่วแห้งมาบรรจุถุงเล็กแล้วใส่ยี่ห้อ เช่นถุงพลาสติกใส PPหนา ชนิดจีบ ขนาด 8”x12” บรรจุถั่วแห้งได้ 100 กรัม ใช้เครื่องซิลปิดปากถุง แล้วติดด้วยสติกเกอร์ที่หน้าถุงแสดงยี่ห้อ (Brand) ของเรา นำไปเสนอขายให้กับร้านค้าย่อยในท้องถิ่นได้ราคาดีขึ้นอีก

 รูปที่ 13 ถั่วพินตอยบรรจุถุง 100 กรัม

 

การตลาด ถั่วพินตอยแห้งเป็นอาหารหยาบสำหรับกระต่ายชนิดใหม่ ซึ่งทางศูนย์ฯชัยนาทได้ทดลองนำเข้าสู่ตลาดเมื่อปี พ.ศ. 2557 นี้เองปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับด้วยดีมีการกลับมาซื้อซ้ำอีก เนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์ที่ออกหาอาหารกินเวลากลางคืน และใช้จมูกดมกลิ่นเป็นหลัก ซึ่งถั่วพินตอนแห้งมีกลิ่นที่หอมตรงกับความต้องการของกระต่ายพอดี และกระต่ายแต่ละตัวมีความชอบกินอาหารหยาบไม่เหมือนกัน จึงเป็นโอกาสที่จะนำอาหารหยาบชนิดใหม่ๆ เข้ามาสู่ตลาด แต่ปริมาณสินค้าที่ผลิตจะต้องค่อยๆเพิ่ม สินค้าที่ยังไม่แพร่หลายจำเป็นจะต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้ามาช่วย เช่นการแจกตัวอย่างสินค้าไปให้ผู้ซื้อทดลองใช้ฟรีก่อน เมื่อลูกค้ามั่นใจในสินค้าถึงจะมีการสั่งซื้อต่อไป สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเราน่าจะได้เปรียบในเรื่องของความใหม่สด และรูปทรงที่สวยงามมากกว่าสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสที่จะนำสินค้าดีๆเข้าสู่ท้องตลาดให้มากขึ้น ลดการเสียดุลย์การค้ากับต่างชาติได้อีกทางหนึ่งครับ

 

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถาม หรือเข้าเยี่ยมชมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท ใกล้เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  เรายินดีให้ความรู้ทุกท่านครับ

----------------------------